การตั้งสายกีต้าร์อูคูเลเล่

                                                  Friction Tuner     

                                                      Geared Tuner

ระบบการตั้งสายของกีต้าร์อูคูเลเล่ จะมีอยู่ 2 ระบบ คือ Friction Tuner และ Geared Tuner

ในอดีตนั้นกีต้าร์อูคูเลเล่มีขนาดมาตราฐานดั้งเดิม คือขนาด Soprano ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กสุด เพียงขนาดเดียว ประกอบทั้งเทคโนโลยีในอดีต ก็ยังไม่มีระบบมากมาย จึงมีระบบการตั้งสายกันแบบง่ายๆ ด้วยการเอาสายไปพันไว้ที่ปลายลูกบิดอีกด้านนึง แล้ว หมุนๆ บิดๆ ให้มันได้เสียงตามมาตรฐาน แล้วก็ทำน๊อตเล็กๆ ขึ้นมาตัวนึงเพื่อไว้ขันทำการล็อคลูกบิดไม่ให้สายคลายได้ง่ายๆ ซึ่งก็คือระบบ Friction Tuner

แต่เนื่องจากระบบที่ง่ายๆ ของมันก็ทำให้สายที่ตั้งไว้ เกิดการเพี้ยนของเสียงได้ง่ายด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือนจากการเล่น หรือ การเคลื่อนย้าย ลูกบิดก็เคลื่อนย้ายตามไปด้วย แต่เพราะความที่มันเป็นระบบแรกที่นำมาใช้ในการตั้งสาย ukulele จึงมีคนบางกลุ่มนิยมชมชอบในความเป็นของดั้งเดิมของมัน

แต่ก็มีกลุ่มคนที่เบื่อกับความที่มันเพี้ยนได้ง่าย ต้องคอยตั้งสายกันบ่อยๆ ก็เลยมีการนำระบบ Geared Tuner เข้ามาใช้ ซึ่งตัดปัญหาเรื่องสายเพี้ยนจากการคลายตัวของตัวลูกบิดไปได้ เพราะมีระบบเฟืองเล็กๆ ขึ้นมาเพื่อล็อค และป้องกันการคลายตัวของลูกบิด เมื่อได้รับแรงสั่นสะเทือนจากการเล่น หรือการเคลื่อนย้าย และก็กลายเป็นระบบตั้งเสียงที่ได้รับความนิยมชมชอบ จากนักเล่น ukulele หลากหลาย ทั้งมือสมัครเล่นและมือโปรกัน

การเลือกซื้อกีต้าร์อูคูเลเล่

หลักการง่ายๆมีอยู่ 2 อย่างคือ ตัว body กับสาย

1 ) ตัว body มีผลต่อคุณภาพเสียงมากที่สุด เสียงจะเพราะน้อย เพราะมากก็อยู่ที่วัสดุที่นำมาประกอบเป็นตัว body โดยหลักๆ เลยจะมีอยู่ 2 อย่าง คือไม้จริง (Solid wood) กับ ไม้อัด (Laminated wood) โดยไม้จริง จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า แต่ราคาก็สูงขึ้นไปด้วยเช่นกัน ส่วนไม้อัด ก็ให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง เหมาะสมกับราคาที่ถูกกว่าไม้จริง ตามงบประมาณ ก็สามารถหาซื้อรุ่นที่ทำด้วยไม้อัด Laminated ได้ไม่ยาก ซึ่งถ้าจะให้เสียงดีก็ต้องเริ่มจากไม้อัด Mahogany ขึ้นไป ข้อดีคือ ราคาเหมาะสมสำหรับผู้เริ่มต้น

2) สายก็มีผลกับเสียงอย่างมากเช่นกัน ถ้าจะให้เสียงดีจริงๆ ก็ต้องใช้สายที่มีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ได้เสียงที่ใส และกังวาล เช่น สาย Aquila ทีเป็นสายไนล่อนผสมไส้แกะ โดยจะเป็นสายสีขาว เสียงจะใสเล่นแล้วจะทำให้เราหลงรักการเล่นกีต้าร์อูคูเลเล่ เข้าไปอีก แต่ถ้าเป็นสายไนล่อนสีดำที่ติดมาจากโรงงาน ในกีต้าร์อูคูเลเล่ระดับล่างลงไป จะให้เสียงทึบๆ และถ้าเล่นไปนานๆจะทำให้เจ็บนิ้ว

จุดสำคัญอีกอย่างในการเลือกซื้อก็คือ ความปราณีตและความเรียบร้อยของงานประกอบและวัสดุที่ใช้ทำ เช่นในส่วนของ Bridge หรือ
สะพานสายที่ยึดด้านท้ายกีต้าร์อูคูเลเล่ ในระดับราคาถูกๆ มักจะพบปัญหาว่า สะพานสายจะแตก ฉีก หรือไม่ก็ติดกาวไม่แข็งแรงทำให้ขยับได้
อีกส่วนก็คือในตำแหน่งลูกบิด (tuner) บางครั้งพบว่า ลูกบิดเกิดอาการไม่สามารถหมุนสายให้ขึ้นได้ หรือชอบคลายตัวเอง ทำให้เกิดเสียงเพี้ยนบ่อยๆ

ดังนั้น จะเลือกซื้อกีต้าร์อูคูเลเล่สักตัว ก็จะต้องพิจารณาความปราณีตของงานและคุณภาพของวัสดุที่ใช้ประกอบด้วย ระดับราคาของ กีต้าร์อูคูเลเล่มีตั้งแต่หลักร้อย(แต่ไม่แนะนำ) หลักพันต้นๆ กลาง และปลาย จนกระทั้งถึงหลักหลายหมื่นบาท โดยเฉพาะอูคูเลเล่ ที่ผลิตจากอเมริกาและฮาวาย จะมีราคาสูงมาก

ส่วนประกอบกีต้าร์อูคูเลเล่

1. Tuners (ลูกบิด)
ลูกบิด เป็นส่วนที่ใช้ในการตั้งสาย หรือขึ้นสายกีต้าร์อูคูเลเล่ เพื่อให้ได้เสียงมาตรฐาน หากลูกบิดมีความแข็งแรง(หลวม)ไม่พอ ย่อมส่งผลให้การตั้งสายให้ตรงตามมาตรฐาน ย่อมเป็นไปได้ยาก Tuners ทั้ง 4 ตัว มีความแข็งแรง ไม่หลวม และสามารถหมุดได้อย่างราบรื่น คือไม่ฝึด ไม่หลวม เกินไป

2. Headstock (หัวกีต้าร์อูคูเลเล่)
ส่วนหัวของกีต้าร์อูคูเลเล่ ส่วนนี้อาจจะไม่มีผลต่อเสียง อาจจะมีผลทางด้านอารมณ์ความรู้สึก ความสวยงาม กีต้าร์อูคูเลเล่ที่ได้มาตรฐาน ควรจะมี Headstock ที่แข็งแรง ลองตรวจสอบดูด้วยว่า Headstock แข็งแรง หรือไม่มีรอยฉีกร้าวหรือไม่ เป็นต้น

Headstock ส่วนมาก จะใช้ไม้เนื้อแข็งทำ เพราะให้แข็งแรง ทนทานต่อแรงดึงของสายไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำส่วนนี้คือ Indian Rosewood, Mahogany เป็นต้น

3. Nut
ส่วนนี้แม้จะเป็นชิ้นส่วนประกอบเล็กๆ Nut มีหน้าที่รองรับสายกีต้าร์อูคูเลเล่ ในตำแหน่งด้านบนใกล้กับ Headstock ในส่วนของร่อง Nut ก็สำคัญ ร่อง Nut ควรจะเสมอกัน สังเกตได้จากเวลาที่คุณดีดสาย เมื่อสายกีต้าร์อูคูเลเล่สั่นจะต้องดังเฉพาะตัวโน๊ตที่ดีดต้องไม่มีเสียงสั่นของโน๊ตตัวอื่นๆที่ไม่ต้องการ หากมีเสียงอื่นๆ หลุดรอดออกมา (ดังไม่เป็นตัวโน๊ต) อาจจะเป็นไปได้ว่า ร่องนัทไม่เสมอกัน

4. Fret
ส่วนประกอบนี้สำคัญทีเดียว หากเฟรต(Fret) ไม่เรียบ เก็บงานไม่เรียบร้อย เวลาที่จับคอร์ดนั้นๆ เฟร็ตอาจจะบาดมือได้หรือไม่ คุณอาจจะรู้สึกว่าการเคลื่อนที่ของมือซ้ายทำได้ไม่ลื่นไหล ติดๆ ขัดๆ


5. Finger Board
ฟิงเกอร์บอร์ดจะทำจากไม้เนื้อแข็ง เพื่อให้ทนต่อแรงกดของนิ้วมือซ้าย ส่วนใหญ่กีต้าร์อูคูเลเล่ ระดับราคากลางๆจะนิยมใช้ไม้  Indian Rosewood และ Mahogany ถ้าเป็นกีต้าร์อูคูเลเล่ ระดับราคาสูงๆ จะนิยมใช้ไม้ Ebony ฟิงเกอร์บอร์ดที่ดี ควรจะมีผิวหน้าไม้ที่เรียบเสมอกัน ซึ่งสังเกตได้ไม่ยาก

6. Neck
ส่วนคอหรือ Neck ของกีต้าร์อูคูเลเล่ถือว่าสำคัญมาก ต้องดูส่วนคอให้ดี รอยต่อเข้ากันสนิทหรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ คอตรงหรือไม่

7. Body
ส่วนของ Body หรือลำตัวของกีต้าร์อูคูเลเล่ มีผลโดยตรงต่อเสียง นั่นหมายความว่า หากกีต้าร์อูคูเลเล่สองตัวมี Body ที่แตกต่างกัน ย่อมให้เสียงที่แตกต่างกัน แน่นอน Body จะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ไม้หน้า(TOP) ไม้หลัง(BACK) และไม้ข้าง(SIDE) ซึ่งการเลือกใช้ไม้ที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลให้เสียงแตกต่างกันอย่างแน่นอน

8. Sound Hole
คือแหล่งกำเนิดเสียงเป็นส่วนที่ทำให้กีต้าร์อูคูเลเล่เกิดเสียง ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่จะนิยมทำ Sound hole แบบวงกลม ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่นิยมแต่ก็มีบางผู้ผลิต    ได้ทำ Sound Hold เป็นรูปแบบอื่นๆ เพราะต้องการซาวด์ที่แตกต่างจากกีต้าร์อูคูเลเล่ทั่วไป ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้เล่นว่าจะชอบแบบไหน

9. Saddle
หรือแท่งรองสาย saddle ส่วนใหญ่แบ่งเป็นสองประเภทหลักๆ คือ saddle ทีทำจากพลาสติก และกระดูก 


10. Bridge
เรียกว่า สะพานสาย หน้าที่มันคือ ไว้รองรับสาย
จากแรงดึง ดังนั้น Bridge ที่ดี ควรจะต้องมีความแข็งแรง ไม่หลวม โดยเฉพาะบริเวณฐานของ Bridge ต้องแน่น เรียบ และแข็งแรง ซึ่งสำคัญมากๆ ต้องไม่ลืมที่จะตรวจสอบดูให้ดี ก่อนที่ท่านจะซื้อกีต้าร์อูคูเลเล่

Baritone

เหมาะกับการเล่นโน๊ตเป็นตัวๆหรือการเล่นแบบโซโล หรือเล่นแบบ Finger – style ให้ย่านเสียงต่ำดี แต่ย่านเสียงสูงไม่โดดเด่นจึงตอบสนองเสียงคมๆ แหลมๆได้ไม่ดีนัก มีเสียงใกล้เคียงกับอะคูสติกกีต้าร์มากที่สุด

 

 

Tenor

มีขนาดใหญ่กว่า concert ผู้เล่นสามารถเล่นได้ง่าย คือทั้งการโอบหรือพยุงขึ้นแนบกับอกทำได้ง่ายขึ้น การใช้มือซ้ายและมือขวาเคลื่อนไหวได้ง่าย ขนาดของลำตัว(body) และฟิงเกอร์บอร์ดที่ใหญ่ขึ้นนั้น จึงเหมาะกับผู้ที่มีนิ้ว/มือที่ใหญ่ หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มหัดเล่นเอกลักษณ์เสียงอยู่ที่เสียงกลางดี มีเนื้อเสียงที่ชัดเจน จึงเหมาะกับการเล่นแบบ finger-picking และ solo ได้ดี เสียงที่ออกมาจะมีความใกล้เคียงอะคูสติกกีต้าร์พอสมควร แต่ tenor ให้โทนเสียงแหลมคมและการพุ่งของเสียง จะน้อยกว่า soprano และ concert

 

 

 

 

Concert

จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าขนาด soprano ขนาดตัว และฟิงเกอร์บอร์ดที่มีความกว้างมากขึ้นนั้น ช่วยทำให้การเคลื่อนของมือซ้าย ทำได้ง่ายขึ้น เอกลักษณ์เสียงของขนาด Concert คือให้เสียงแหลมพอประมาณ และมีเสียงกลางผสม จึงเหมาะกับการใช้เล่น ในสไตล์  strum-chord(ตีคอร์ด) เป็นหลัก แต่สามารถใช้เล่นสไตล์ finger-picking ได้เช่นกัน


 

 

 

ไม้ Mahogany

 

 

เป็นไม้อีกประเภทที่ให้เสียงคล้ายกับ Koa แต่มันให้เสียงแหลมคมที่ดีกว่า ทนกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า สีและลายไม้อาจจะไม่สวยเท่ากับ Koa, แต่ถ้าจะเอาแบบลายไม้สวยราคาก็จะสูงตามไปด้วย และค่อนข้างหายาก

 

 

 

 

 

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.